บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนา แสดงบทความทั้งหมด

เชื่อปรัชญามากกว่า


ในบทความก่อนหน้านี้ ผมได้สรุปไปคร่าวๆ ว่า “นักปริยัติหรือพุทธวิชาการ” เป็นพวก “ทำลายศาสนาอย่างรุนแรงแบบถอนรากถอนโคน” เพราะ ความงมงายในศาสตร์ตะวันตก

และได้สรุปสาเหตุที่ทำให้นักปริยัติ/พุทธวิชาการเข้าใจคำสอนในพระไตรปิฎกผิดเพี้ยน โดยสาเหตุหลักๆ 3 ประการ ดังนี้
  1. เชื่อวิทยาศาสตร์และ/หรือปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก
  2. ขาดความเข้าใจในเรื่องของภาษาศาสตร์
  3. ไม่ปฏิบัติธรรมและ/หรือปฏิบัติธรรมอย่างไม่ถูกต้อง 
และได้อธิบายการเชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าพระไตรปิฎกไปแล้ว วันนี้จึงมาถึงหลักฐานสนับสนุนประเด็นที่ว่า เชื่อปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก

เชื่อปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก

ในช่วงนี้ก็ต้องบอกก่อนว่าปรัชญาตะวันตกมันคืออะไร

ปรัชญาตะวันตก หมายถึง แนวความคิด หลักการที่ต้องการค้นหาความจริงของธรรมชาติ ซึ่งก่อเกิดในทวีปยุโรป  ปรัชญาตะวันตกเป็นแม่ของวิชาทั้งปวงที่เราได้เรียนกันในโรงเรียนในปัจจุบันนี้

วิชาต่างๆ เหล่านี้ เช่น สังคมศึกษา จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ รวมถึงวิทยาศาสตร์ ต่างก็เกิดมาจากวิชาปรัชญาทั้งสิ้น

ปรัชญาตะวันตกมีความเป็นมายาวนานพอๆ กับศาสนาพุทธของเรา มีนักปรัชญาเป็นจำนวนมาก ปรัชญาตะวันตกในปัจจุบันนี้ มีหลากหลายกลุ่ม ซึ่งพอสรุปได้ ดังนี้
  1. อัชฌัตติกญาณนิยม 
  2. ปฏิบัตินิยม 
  3. ปฏิฐานนิยม 
  4. ปฏิฐานนิยมใหม่  
  5. อัตถิภาวนิยม 
  6. สัจนิยมใหม่   
  7. อัสมาจารย์นิยมใหม่ 
  8. ปรัชญาวิเคราะห์ 
ขอเน้นตรงนี้ว่า ปรัชญาวิเคราะห์ (analytic philosophy) นั้น ใช้หลักการของภาษาศาสตร์เป็นอย่างมาก อาจจะกล่าวได้ว่า ปรัชญาวิเคราะห์กับปรัชญาภาษาเป็นคู่แฝดกัน ไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน

ลักษณะเด่นของปรัชญาก็คือ นักปรัชญามีความเชื่อว่า ยังไม่มีองค์ความรู้ใด หาความจริงแท้ได้แล้ว  ดังนั้น เมื่อนักปรัชญาจะศึกษาสิ่งใดก็ตาม ก็มักจะไปเลือกไปหยิบเอาองค์ความรู้นั่นนิด องค์ความรู้นั่นหน่อย มาผสมผสานตีความตามหลักการของเหตุผล พัฒนาเป็นความรู้ใหม่ๆ ขึ้นมา

ลักษณะด้วยของปรัชญาก็คือ นักปรัชญาจะ “นั่งอยู่ในห้อง” แล้วคิดไปตามระบบเหตุผล จะไม่ลงไปดู หรือไปสังเกต หรือไปทดลองใดๆ  คิดด้วยปัญญาตามระบบเหตุผลของตนเองอย่างเดียว

เมื่อลงมาถึงนักปรัชญาก็มีจะข้อบกพร่องขึ้นไปอีก โดยเฉพาะนักปรัชญาชาวไทย ซึ่งก็คือ ความลำเอียง คือ ถ้าจะศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็จะไปหาเฉพาะความรู้ที่สอดคล้องมาสนับสนุน

ความรู้ในส่วนที่แย้งก็มีอยู่ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นซะยังงั้น

ยกตัวอย่างเช่น  พวกที่ชอบสอนว่า "ตัวตนไม่มี"  ตัวเรา เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดกับตัวเป็นเพียงสภาวะ ที่มีเหตุปัจจัยมาประกอบกันชั่วคราวเท่านั้น

การสอนที่ว่าตัวตนไม่มีนั้น ขัดกับพุทธพจน์จำนวนมากมายมหาศาล  พวกพุทธปรัชญาก็ทำเป็นว่า ไม่รู้ไม่เห็น ไม่เอามาวิเคราะห์ อย่างเช่นพระสูตรที่ผมยกมานี้ 
  • [๗๑๒] ดูกรอานนท์ ก็ภิกษุเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่
  • ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสีย
  • ดูกรอานนท์ ภิกษุเป็นผู้มีตนเป็นเกาะมีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะมีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ อย่างนี้แล. 

จะเห็นว่า พระพุทธองค์ทรงสอนอย่างชัดเจนว่า ให้พึ่งตนเอง และพึ่งธรรมะ แสดงว่า ตัวตนกับธรรมะ มีความสำคัญเท่าๆ กัน เลยทีเดียว แล้วตัวตนจะไม่มีได้อย่างไร

พวกที่เขียนหรือสอนว่า "ตัวตนไม่มี" นั้น  เมื่อเขียนถึงประเด็นนี้ ก็จะไม่ยกพระสูตรดังกล่าวหรือพระสูตรที่มีเรื่องตัวตนเข้ามาอธิบาย

ขอยกตัวอย่างพุทธภาษิตเพิ่มเติม ดังนี้ 
  • ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อตฺตา   หิ  อตฺตโน  นาโถ
  • ชนะตนนั่นแหละประเสริฐกว่า อตฺตา  หเว   ชิตํ  เสยฺโย
  • บัณฑิตย่อมฝึกตน อตฺตานํ   ทมยนฺติ  ปณฺฑิตา
  • จงเตือนตนด้วยตนเอง อตฺตนา   โจทยตฺตานํ
  • คนเห็นแก่ตัว   เป็นคนสกปรก อตฺตตฺถปญฺญา   อสุจี  มนุสฺสา
  • เมื่อคบคนดีกว่าตน ตนเองก็ดีขึ้นมาทันที เสฏฺฐมุปคมญฺจ   อุเทติ  ขิปฺปํ
  • ผู้ฝึกตนได้เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์ ทนฺโต   เสฏฺโฐ  มนุสฺเสสุ 
ขอให้สังเกตดูว่า เมื่อใดที่พุทธวิชาการหรือนักปริยัติเขียนถึงเรื่อง ตัวตนไม่มีนักปริยัติจะทำเป็นหูหนวก ตาบอด เหมือนไม่เคยพบข้อความดังกล่าวมาก่อน  ไม่อ้างถึงเสียดื้อๆ

ตามหลักการเขียนที่ดีแล้ว  เมื่อเราต้องการนำเสนอสิ่งใด เราก็หาเหตุผลมาสนับสนุนสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ พร้อมกันนั้น เราก็ต้องหาหลักฐานมาหักล้าง สิ่งที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เรานำเสนอด้วย

นักปริยัติเห็นว่า ตัวตนไม่มี”  แต่มีพุทธพจน์จำนวนมากที่ยืนยันว่า ตัวตนมี”  ถ้านักปริยัติมีปัญญาในด้านการคิดวิเคราะห์อยู่บ้าง ก็ควรหาหลักฐานมาหักล้าง แต่นักปริยัติไม่เคยทำสิ่งเหล่านั้น...



เชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่า


ในบทความ “ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ” กับ “งมงายกับศาสตร์ตะวันตก” ผมได้สรุปไปคร่าวๆ ว่า “นักปริยัติหรือพุทธวิชาการ” เป็นพวก “ทำลายศาสนาอย่างรุนแรงแบบถอนรากถอนโคน” เพราะ ความงมงายในศาสตร์ตะวันตก

และได้สรุปสาเหตุที่ทำให้นักปริยัติ/พุทธวิชาการเข้าใจคำสอนในพระไตรปิฎกผิดเพี้ยน โดยสาเหตุหลักๆ 3 ประการ ดังนี้ 
  1. เชื่อวิทยาศาสตร์และ/หรือปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก
  2. ขาดความเข้าใจในเรื่องของภาษาศาสตร์
  3. ไม่ปฏิบัติธรรมและ/หรือปฏิบัติธรรมอย่างไม่ถูกต้อง 

วันนี้จึงมาถึงหลักฐานสนับสนุนประเด็นที่ว่า เชื่อวิทยาศาสตร์และ/หรือปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก

เชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าพระไตรปิฎก

ถ้าแบ่งคนไทยออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ โดยการได้เรียนกับไม่ได้เรียน จะเห็นว่า คนที่ได้เรียนหนังสือจะเชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าศาสนา 

ดังนั้น คำพูดที่ว่า "นรก-สวรรค์ไม่มี เพราะพิสูจน์ไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์" จะพบได้จากพวกที่ได้เรียนหนังสือเท่านั้น

สำหรับคนไทยกลุ่มที่ไม่ได้เรียนหนังสือก็จะเชื่อไปตามเดิมว่า นรก สวรรค์ มีจริงๆ บุญกรรมมีจริง การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง

สาเหตุที่คนที่ได้รับการศึกษา มีความเชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าศาสนานั้น เริ่มต้นจากความเข้าใจผิดของนักวิทยาศาสตร์ตะวันตกเอง ที่ดันคิดผิดไปว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้าสู่จุดสูงสุดแล้ว  เป็นความรู้ที่จริงที่สุด ความรู้อย่างอื่นๆ ไม่จริงทั้งหมด

ความเชื่อที่ว่านี้ เป็นความเชื่อของนักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18  ก็ประมาณร้อยกว่าปีมาแล้ว

เมื่อองค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์เข้ามาอาละวาดในเมืองไทย ตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 4  พุทธวิชาการทั้งหลายที่เห็นว่า "ฝรั่งเป็นเทวดา

ฝรั่งว่าอะไรมาเป็นถูกหมด ขาดการคิดวิเคราะห์วิจารณ์ ด้วยตัวของตัวเอง  จำอย่างเดียว  ก็ตีความศาสนาพุทธให้เข้ากับวิทยาศาสตร์

คำสอนในพระไตรปิฎกที่วิทยาศาสตร์รับไม่ได้ เพราะไม่มีเหตุผลในทางวิทยาศาสตร์ ก็มีการตีความกันใหม่

นรก สวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิดจึงมีการตีความกันใหม่  จนทำให้เนื้อหาคำสอนของศาสนาพุทธ ผิดเพี้ยนไปหมด

ขอหลักฐานสนับสนุนจากหนังสือของพระไพศาล วิสาโล ที่ชื่อว่า พุทธศาสนาไทยในอนาคต : แนวโน้มและทางออกจากวิกฤต ดังนี้

หน้า 26
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความคิดทางวิทยาศาสตร์มีส่วนอย่างมากในการทำให้พระองค์ยากที่จะยอมรับเรื่องนรกสวรรค์ กระนั้นพระองค์ก็ไม่อาจปฏิเสธเรื่องดังกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำ สาเหตุก็เพราะมีพุทธพจน์รับรองเอาไว้ ความรู้สึกอิหลักอิเหลื่อดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนเมื่อตรัสถึงนรกที่ปรากฏในพระไตรปิฏกว่า ส่วนเราย่อมตีราคาพระศาสนาของเราสูงโดยธรรมดา มาพบเรื่องเช่นนี้เข้าไปในปกรณ์ของเรา ย่อมตะขิดตะขวง จะรับรองก็อาย จะปฏิเสธก็ไม่ถนัดปาก (กรมพระยาวชิรญาณฯ 2538 ก : 83)

หน้า 27 
โดยในคำขอผ้ากาสายะ ทรงโปรดให้ตัดข้อความบาลีที่แปลว่า เพื่อทำให้แจ้งพระนิพพาน เป็นที่ออกไปจากทุกข์ทั้งปวง ด้วยเหตุผลว่า ไม่ตรงต่อความจริงใจของผู้กล่าวมากกว่ามาก (กรมพระยาวชิรญาณฯ 2518 ง : 188) กลายเป็นว่าการบวชไม่ใช่เป็นเรื่องของการทำพระนิพพานให้แจ้งอีกต่อไป

หน้า 27 28
ในยุคของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรยาณวโรรส นี้เองที่พุทธศาสนาแบบเหตุผลนิยม (ภายใต้โลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์)  ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มไว้ ได้แพร่ขยายไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

จากหลักฐานที่ยกมาสนับสนุนข้างต้นนั้น  จะเห็นได้ว่า วิทยาศาสตร์เข้ามากับสนธิสัญญาบาวริ่ง เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2398   

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มตีความศาสนาพุทธให้เป็นวิทยาศาสตร์ และก็ได้รับความนิยมแพร่หลาย ถึงขนาดที่ว่า “แก้คำขอบวช” ไม่ให้เพื่อนิพพานกันเลยทีเดียว

ในเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์นั้น ปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ยอมรับเองว่า การที่นักวิทยาศาสตร์สมัยปลายศตวรรษที่ 18 คิดไปอย่างนั้น  เป็นการคิดที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะ วิทยาศาสตร์ยังหาความจริงแท้ๆ ไม่ได้  หาได้เพียงความจริงเฉพาะที่ชั่วคราวเท่านั้น

การที่มีความเชื่อว่า วิทยาศาสตร์เป็นความจริงอย่างเดียว องค์ความรู้อื่นๆ ไม่จริงหมด ส่งผลเสียนานัปการแก่โลกใบนี้  เนื่องจากวิทยาศาสตร์เก่านั้น มีลักษณะการค้นหาความรู้ที่ต้องเลือกศึกษาสิ่งต่างๆ เฉพาะส่วน

พูดง่ายก็คือ จะศึกษาอะไรก็ตัดออกมาเป็นชิ้นเล็กแล้วก็ศึกษากันไป  จึงทำให้ไม่สามารถหาความจริงในภาพรวมได้

มีนักวิชาการเปรียบเทียบว่า เหมือนกับเดินไปในป่า เห็นแต่ต้นไม้ แต่ไม่เห็นป่า ฉะนั้น

การที่โลกมีคนชั่วมากมาย มีการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล จนกระทั่งโลกอยู่เฉยๆ เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ก็โต้ตอบมนุษย์เข้าบ้าง

จะเห็นว่า เกิดอุบัติภัยใหญ่ๆ ถี่มากในระยะนี้ ก็เป็นผลพวงของการเชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าศาสนานี่แหละ….