บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

พระโกหกไม่เป็นจริงหรือ!!


ในบทความก่อนหน้านี้ ผมได้สรุปไปคร่าวๆ ว่า “นักปริยัติหรือพุทธวิชาการ” เป็นพวก “ทำลายศาสนาอย่างรุนแรงแบบถอนรากถอนโคน” เพราะ ความงมงายในศาสตร์ตะวันตก

และได้สรุปสาเหตุที่ทำให้นักปริยัติ/พุทธวิชาการเข้าใจคำสอนในพระไตรปิฎกผิดเพี้ยน โดยสาเหตุหลักๆ 3 ประการ ดังนี้ 
  1. เชื่อวิทยาศาสตร์และ/หรือปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก
  2. ขาดความเข้าใจในเรื่องของภาษาศาสตร์
  3. ไม่ปฏิบัติธรรมและ/หรือปฏิบัติธรรมอย่างไม่ถูกต้อง 

และได้อธิบายการเชื่อวิทยาศาสตร์กับปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎกไปแล้ว วันนี้จึงมาถึงหลักฐานสนับสนุนประเด็นที่ว่า ขาดความเข้าใจในเรื่องของภาษาศาสตร์

ก่อนที่จะอธิบายต่อไป ขออนุญาตวิเคราะห์วิจารณ์ความคิดของคนไทยที่มีต่อพระภิกษุเสียก่อน เพราะเกี่ยวข้องกับน้ำหนักของเหตุผลที่จะเขียนต่อไปข้างหน้า

เท่าที่ได้สังเกตความรู้สึกนึกคิดของพุทธศาสนิกชนชาวไทยมาตลอด ผมรู้สึกว่าคนไทยส่วนใหญ่เห็นว่าพระภิกษุที่ตนนับถืออยู่นั้น พูดแต่ความจริงตลอด 

คำพูดหรือคำสอนของพระเป็นความจริงตลอดไป

กลุ่มบุคคลเหล่านี้ จะไม่มีสติสัมปชัญญะที่จะมาทบทวนเลยว่า ที่ครูบาอาจารย์สอนหรือที่ครูบาอาจารย์ปฏิบัติอยู่นั้น มันถูกต้องตามพระไตรปิฎกหรือเปล่า

สรุปง่ายๆ ก็ว่า คิดว่าพระโกหกไม่เป็น

คำว่า โกหกที่ว่านั้น หมายความรวมถึงโกหกแบบตั้งใจและโกหกแบบไม่ตั้งใจนะครับ

โกหกแบบตั้งใจเป็นยังไง?

ขอให้ดูตัวอย่างสมีที่ปราชิกทั้งหลาย เช่น สมีนิกร สมียันตระ และสมีภาวนาพุทโธ รวมถึงสมีธัมมชโย เป็นต้น พวกนี้ก็โกหกสาวกทั้งนั้น ก็ยังมีคนเชื่อคนนับถือเป็นจำนวนมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีของนักโทษชายจำลอง คนซื่อ (สมีภาวนาพุทโธ) ยิ่งน่าสนใจมาก เพราะถูกศาลฏีกาตัดสินจำคุก 50 ปี ในข้อหาข่มขืนเด็กผู้หญิง ในปัจจุบันก็ยังอยู่ในคุก

ก็ยังมีสาวกเชื่อถือ ไปเยี่ยมเพื่อฟังคำสอนทุกวันอังคารและวันพฤหัสบดี และเอาเงินไปให้อีกด้วย  จนกระทั่ง น.ช. จำลอง มีเงินฝากเป็นสิบล้านบาท  รวยที่สุดในคุกบางขวาง

โกหกแบบไม่ตั้งใจเป็นยังไง?

โกหกแบบนี้ คือ เรียนมายังไงก็สอนไปอย่างนั้น โดยไม่รู้ว่า ที่ตนเองเรียนมานั้นผิด เช่น สาวกของพระพม่าที่สอนว่าปฏิบัติธรรมเพียงหัวข้อธรรมะใดหัวข้อธรรมะหนึ่งของสติปัฏฐาน 4 ก็สามารถบรรลุพระอรหันต์ได้

คำสอนดังกล่าวนั้น ไม่จริง  คนที่สอนก็ต้องโกหกแน่ๆ เพราะเป็นการสอนของไม่จริง แต่เป็นการโกหกแบบไม่ตั้งใจ

ที่ว่าเป็นการสอนของไม่จริง คำสอนดังกล่าวไม่จริงอย่างไร?

ขออธิบายสั้นๆ ก่อนในที่นี้ คำอธิบายที่ละเอียดกว่านี้ จะนำไปเขียนไว้อีกที่หนึ่ง

1) สติปัฏฐาน 4 ไม่เป็นวิปัสสนา [เห็นแจ้ง]  เป็นเพียงอนุปัสนา [ตามเห็น] เท่านั้น

2) สติปัฏฐาน 4 เป็นโพธิปักขยธรรม ขั้นพื้นฐานเท่านั้น

โพธิปักขิยธรรม คือ ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ ประกอบด้วยธรรมะ 7 หมวด คือ สติปัฏฐาน 4, สัมมัปปธาน 4, อิทธิบาท 4, อินทรีย์ 5, พละ 5, โพชฌงค์ 7, มรรคมีองค์ 8 รวมเป็น 37 จึงเรียกว่า โพธิปักขิยธรรม 37

เมื่อสติปัฏฐาน 4 เป็นเพียงโพธิปักขยธรรม ขั้นพื้นฐาน แล้วปฏิบัติธรรมตามสติปัฏฐาน 4 แต่เพียงอย่างเดียว จะสามารถทำให้บรรลุพระอรหันต์ได้อย่างไร

สติปัฏฐาน 4  เองนั้น  ก็มีหลายบรรพ คือ มีทั้งหมด 21 บรรพ

ทั้ง 21 บรรพของสติปัฏฐาน 4 นั้น พระพม่าสอนได้เพียงส่วนหนึ่งของกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเท่านั้น แล้วจะบรรลุพระอรหันต์ไปได้อย่างไร

ถ้าพระพม่าอ้างว่า ปฏิบัติธรรมในหัวข้อสัจจบรรพะ/อริยสัจเพียงหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งสามารถทำให้ บรรลุพระอรหันต์ได้  ยังจะมีเหตุผลมากกว่าการปฏิบัติธรรมเพียงส่วนหนึ่งของกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน แล้วบรรลุพระอรหันต์ได้เสียอีก

แต่ถึงจะอ้างอย่างนั้นก็เป็นไปไม่ได้อยู่ดีอีกเช่นกัน

ผมขอเปรียบเทียบให้ดูหลักสูตรการสอนก็แล้วกัน เอาวิชาวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาขึ้นเป็นตัวอย่างก็ได้  จะเห็นว่า ถึงแม้จะเป็นวิทยาศาสตร์เหมือนกัน แต่ระดับความละเอียดลึกซึ้งของเนื้อหาวิชาก็จะแตกต่างกันไป

ดังนั้น สัจจบรรพะ/อริยสัจในสติปัฏฐาน 4 ก็เป็นเพียงพื้นฐานเบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่ใช่อริยสัจ 4 ที่จะสามารถทำให้บรรลุพระอรหันต์ได้

ในส่วนนี้ ผมตั้งใจที่จะเขียนถึงการขาดความเข้าใจในด้านภาษาศาสตร์ของนักปริยัติ/พุทธวิชาการ แต่เห็นว่า การที่พุทธศาสนิกชนคนไทย ไม่ค่อย “สงสัย” ในองค์ความรู้ของพระภิกษุ

ส่วนใหญ่จะเห็นว่าพระไม่โกหก หรือพระพูดความจริงตลอด ซึ่งมันไม่ใช่เช่นนั้น พระโกหกได้ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ

ดังนั้น พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ก็ควรจะ “ตรวจสอบ” พระภิกษุที่เรากำลังจะถวายข้าวปลาอาหารด้วยว่า เป็นพระที่สมควรจะได้รับภัตตาหารของเราหรือเปล่า

เป็นพระที่เข้าใจศาสนาอย่างดี สามารถสอนเราได้ หรือเป็นคนที่อยู่ในชีวิตฆราวาสไม่ได้  เข้ามาอาศัยผ้าเหลืองเพื่อเลี้ยงชีพเท่านั้น..

พระประเภทหลังนี้  ตักบาตรไปก็เสียข้าวสุกเปล่า  ไม่ได้บุญบารมีอันใด...



เชื่อปรัชญามากกว่า


ในบทความก่อนหน้านี้ ผมได้สรุปไปคร่าวๆ ว่า “นักปริยัติหรือพุทธวิชาการ” เป็นพวก “ทำลายศาสนาอย่างรุนแรงแบบถอนรากถอนโคน” เพราะ ความงมงายในศาสตร์ตะวันตก

และได้สรุปสาเหตุที่ทำให้นักปริยัติ/พุทธวิชาการเข้าใจคำสอนในพระไตรปิฎกผิดเพี้ยน โดยสาเหตุหลักๆ 3 ประการ ดังนี้
  1. เชื่อวิทยาศาสตร์และ/หรือปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก
  2. ขาดความเข้าใจในเรื่องของภาษาศาสตร์
  3. ไม่ปฏิบัติธรรมและ/หรือปฏิบัติธรรมอย่างไม่ถูกต้อง 
และได้อธิบายการเชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าพระไตรปิฎกไปแล้ว วันนี้จึงมาถึงหลักฐานสนับสนุนประเด็นที่ว่า เชื่อปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก

เชื่อปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก

ในช่วงนี้ก็ต้องบอกก่อนว่าปรัชญาตะวันตกมันคืออะไร

ปรัชญาตะวันตก หมายถึง แนวความคิด หลักการที่ต้องการค้นหาความจริงของธรรมชาติ ซึ่งก่อเกิดในทวีปยุโรป  ปรัชญาตะวันตกเป็นแม่ของวิชาทั้งปวงที่เราได้เรียนกันในโรงเรียนในปัจจุบันนี้

วิชาต่างๆ เหล่านี้ เช่น สังคมศึกษา จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ รวมถึงวิทยาศาสตร์ ต่างก็เกิดมาจากวิชาปรัชญาทั้งสิ้น

ปรัชญาตะวันตกมีความเป็นมายาวนานพอๆ กับศาสนาพุทธของเรา มีนักปรัชญาเป็นจำนวนมาก ปรัชญาตะวันตกในปัจจุบันนี้ มีหลากหลายกลุ่ม ซึ่งพอสรุปได้ ดังนี้
  1. อัชฌัตติกญาณนิยม 
  2. ปฏิบัตินิยม 
  3. ปฏิฐานนิยม 
  4. ปฏิฐานนิยมใหม่  
  5. อัตถิภาวนิยม 
  6. สัจนิยมใหม่   
  7. อัสมาจารย์นิยมใหม่ 
  8. ปรัชญาวิเคราะห์ 
ขอเน้นตรงนี้ว่า ปรัชญาวิเคราะห์ (analytic philosophy) นั้น ใช้หลักการของภาษาศาสตร์เป็นอย่างมาก อาจจะกล่าวได้ว่า ปรัชญาวิเคราะห์กับปรัชญาภาษาเป็นคู่แฝดกัน ไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน

ลักษณะเด่นของปรัชญาก็คือ นักปรัชญามีความเชื่อว่า ยังไม่มีองค์ความรู้ใด หาความจริงแท้ได้แล้ว  ดังนั้น เมื่อนักปรัชญาจะศึกษาสิ่งใดก็ตาม ก็มักจะไปเลือกไปหยิบเอาองค์ความรู้นั่นนิด องค์ความรู้นั่นหน่อย มาผสมผสานตีความตามหลักการของเหตุผล พัฒนาเป็นความรู้ใหม่ๆ ขึ้นมา

ลักษณะด้วยของปรัชญาก็คือ นักปรัชญาจะ “นั่งอยู่ในห้อง” แล้วคิดไปตามระบบเหตุผล จะไม่ลงไปดู หรือไปสังเกต หรือไปทดลองใดๆ  คิดด้วยปัญญาตามระบบเหตุผลของตนเองอย่างเดียว

เมื่อลงมาถึงนักปรัชญาก็มีจะข้อบกพร่องขึ้นไปอีก โดยเฉพาะนักปรัชญาชาวไทย ซึ่งก็คือ ความลำเอียง คือ ถ้าจะศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็จะไปหาเฉพาะความรู้ที่สอดคล้องมาสนับสนุน

ความรู้ในส่วนที่แย้งก็มีอยู่ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นซะยังงั้น

ยกตัวอย่างเช่น  พวกที่ชอบสอนว่า "ตัวตนไม่มี"  ตัวเรา เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดกับตัวเป็นเพียงสภาวะ ที่มีเหตุปัจจัยมาประกอบกันชั่วคราวเท่านั้น

การสอนที่ว่าตัวตนไม่มีนั้น ขัดกับพุทธพจน์จำนวนมากมายมหาศาล  พวกพุทธปรัชญาก็ทำเป็นว่า ไม่รู้ไม่เห็น ไม่เอามาวิเคราะห์ อย่างเช่นพระสูตรที่ผมยกมานี้ 
  • [๗๑๒] ดูกรอานนท์ ก็ภิกษุเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่
  • ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสีย
  • ดูกรอานนท์ ภิกษุเป็นผู้มีตนเป็นเกาะมีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะมีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ อย่างนี้แล. 

จะเห็นว่า พระพุทธองค์ทรงสอนอย่างชัดเจนว่า ให้พึ่งตนเอง และพึ่งธรรมะ แสดงว่า ตัวตนกับธรรมะ มีความสำคัญเท่าๆ กัน เลยทีเดียว แล้วตัวตนจะไม่มีได้อย่างไร

พวกที่เขียนหรือสอนว่า "ตัวตนไม่มี" นั้น  เมื่อเขียนถึงประเด็นนี้ ก็จะไม่ยกพระสูตรดังกล่าวหรือพระสูตรที่มีเรื่องตัวตนเข้ามาอธิบาย

ขอยกตัวอย่างพุทธภาษิตเพิ่มเติม ดังนี้ 
  • ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อตฺตา   หิ  อตฺตโน  นาโถ
  • ชนะตนนั่นแหละประเสริฐกว่า อตฺตา  หเว   ชิตํ  เสยฺโย
  • บัณฑิตย่อมฝึกตน อตฺตานํ   ทมยนฺติ  ปณฺฑิตา
  • จงเตือนตนด้วยตนเอง อตฺตนา   โจทยตฺตานํ
  • คนเห็นแก่ตัว   เป็นคนสกปรก อตฺตตฺถปญฺญา   อสุจี  มนุสฺสา
  • เมื่อคบคนดีกว่าตน ตนเองก็ดีขึ้นมาทันที เสฏฺฐมุปคมญฺจ   อุเทติ  ขิปฺปํ
  • ผู้ฝึกตนได้เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์ ทนฺโต   เสฏฺโฐ  มนุสฺเสสุ 
ขอให้สังเกตดูว่า เมื่อใดที่พุทธวิชาการหรือนักปริยัติเขียนถึงเรื่อง “ตัวตนไม่มี” นักปริยัติจะทำเป็นหูหนวก ตาบอด เหมือนไม่เคยพบข้อความดังกล่าวมาก่อน  ไม่อ้างถึงเสียดื้อๆ

ตามหลักการเขียนที่ดีแล้ว  เมื่อเราต้องการนำเสนอสิ่งใด เราก็หาเหตุผลมาสนับสนุนสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ พร้อมกันนั้น เราก็ต้องหาหลักฐานมาหักล้าง “สิ่งที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เรานำเสนอด้วย”

นักปริยัติเห็นว่า “ตัวตนไม่มี”  แต่มีพุทธพจน์จำนวนมากที่ยืนยันว่า “ตัวตนมี”  ถ้านักปริยัติมีปัญญาในด้านการคิดวิเคราะห์อยู่บ้าง ก็ควรหาหลักฐานมาหักล้าง แต่นักปริยัติไม่เคยทำสิ่งเหล่านั้น...



เชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่า


ในบทความ “ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ” กับ “งมงายกับศาสตร์ตะวันตก” ผมได้สรุปไปคร่าวๆ ว่า “นักปริยัติหรือพุทธวิชาการ” เป็นพวก “ทำลายศาสนาอย่างรุนแรงแบบถอนรากถอนโคน” เพราะ ความงมงายในศาสตร์ตะวันตก

และได้สรุปสาเหตุที่ทำให้นักปริยัติ/พุทธวิชาการเข้าใจคำสอนในพระไตรปิฎกผิดเพี้ยน โดยสาเหตุหลักๆ 3 ประการ ดังนี้ 
  1. เชื่อวิทยาศาสตร์และ/หรือปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก
  2. ขาดความเข้าใจในเรื่องของภาษาศาสตร์
  3. ไม่ปฏิบัติธรรมและ/หรือปฏิบัติธรรมอย่างไม่ถูกต้อง 

วันนี้จึงมาถึงหลักฐานสนับสนุนประเด็นที่ว่า เชื่อวิทยาศาสตร์และ/หรือปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก

เชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าพระไตรปิฎก

ถ้าแบ่งคนไทยออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ โดยการได้เรียนกับไม่ได้เรียน จะเห็นว่า คนที่ได้เรียนหนังสือจะเชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าศาสนา 

ดังนั้น คำพูดที่ว่า "นรก-สวรรค์ไม่มี เพราะพิสูจน์ไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์" จะพบได้จากพวกที่ได้เรียนหนังสือเท่านั้น

สำหรับคนไทยกลุ่มที่ไม่ได้เรียนหนังสือก็จะเชื่อไปตามเดิมว่า นรก สวรรค์ มีจริงๆ บุญกรรมมีจริง การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง

สาเหตุที่คนที่ได้รับการศึกษา มีความเชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าศาสนานั้น เริ่มต้นจากความเข้าใจผิดของนักวิทยาศาสตร์ตะวันตกเอง ที่ดันคิดผิดไปว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้าสู่จุดสูงสุดแล้ว  เป็นความรู้ที่จริงที่สุด ความรู้อย่างอื่นๆ ไม่จริงทั้งหมด

ความเชื่อที่ว่านี้ เป็นความเชื่อของนักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18  ก็ประมาณร้อยกว่าปีมาแล้ว

เมื่อองค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์เข้ามาอาละวาดในเมืองไทย ตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 4  พุทธวิชาการทั้งหลายที่เห็นว่า "ฝรั่งเป็นเทวดา" 

ฝรั่งว่าอะไรมาเป็นถูกหมด ขาดการคิดวิเคราะห์วิจารณ์ ด้วยตัวของตัวเอง  จำอย่างเดียว  ก็ตีความศาสนาพุทธให้เข้ากับวิทยาศาสตร์

คำสอนในพระไตรปิฎกที่วิทยาศาสตร์รับไม่ได้ เพราะไม่มีเหตุผลในทางวิทยาศาสตร์ ก็มีการตีความกันใหม่

นรก สวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิดจึงมีการตีความกันใหม่  จนทำให้เนื้อหาคำสอนของศาสนาพุทธ ผิดเพี้ยนไปหมด

ขอหลักฐานสนับสนุนจากหนังสือของพระไพศาล วิสาโล ที่ชื่อว่า พุทธศาสนาไทยในอนาคต : แนวโน้มและทางออกจากวิกฤต ดังนี้

หน้า 26
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความคิดทางวิทยาศาสตร์มีส่วนอย่างมากในการทำให้พระองค์ยากที่จะยอมรับเรื่องนรกสวรรค์ กระนั้นพระองค์ก็ไม่อาจปฏิเสธเรื่องดังกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำ สาเหตุก็เพราะมีพุทธพจน์รับรองเอาไว้ ความรู้สึกอิหลักอิเหลื่อดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนเมื่อตรัสถึงนรกที่ปรากฏในพระไตรปิฏกว่า “ส่วนเราย่อมตีราคาพระศาสนาของเราสูงโดยธรรมดา มาพบเรื่องเช่นนี้เข้าไปในปกรณ์ของเรา ย่อมตะขิดตะขวง จะรับรองก็อาย จะปฏิเสธก็ไม่ถนัดปาก” (กรมพระยาวชิรญาณฯ 2538 ก : 83)

หน้า 27 
โดยในคำขอผ้ากาสายะ ทรงโปรดให้ตัดข้อความบาลีที่แปลว่า “เพื่อทำให้แจ้งพระนิพพาน เป็นที่ออกไปจากทุกข์ทั้งปวง” ด้วยเหตุผลว่า “ไม่ตรงต่อความจริงใจของผู้กล่าวมากกว่ามาก” (กรมพระยาวชิรญาณฯ 2518 ง : 188) กลายเป็นว่าการบวชไม่ใช่เป็นเรื่องของการทำพระนิพพานให้แจ้งอีกต่อไป

หน้า 27 – 28
ในยุคของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรยาณวโรรส นี้เองที่พุทธศาสนาแบบเหตุผลนิยม (ภายใต้โลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์)  ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มไว้ ได้แพร่ขยายไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

จากหลักฐานที่ยกมาสนับสนุนข้างต้นนั้น  จะเห็นได้ว่า วิทยาศาสตร์เข้ามากับสนธิสัญญาบาวริ่ง เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2398   

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มตีความศาสนาพุทธให้เป็นวิทยาศาสตร์ และก็ได้รับความนิยมแพร่หลาย ถึงขนาดที่ว่า “แก้คำขอบวช” ไม่ให้เพื่อนิพพานกันเลยทีเดียว

ในเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์นั้น ปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ยอมรับเองว่า การที่นักวิทยาศาสตร์สมัยปลายศตวรรษที่ 18 คิดไปอย่างนั้น  เป็นการคิดที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะ วิทยาศาสตร์ยังหาความจริงแท้ๆ ไม่ได้  หาได้เพียงความจริงเฉพาะที่ชั่วคราวเท่านั้น

การที่มีความเชื่อว่า วิทยาศาสตร์เป็นความจริงอย่างเดียว องค์ความรู้อื่นๆ ไม่จริงหมด ส่งผลเสียนานัปการแก่โลกใบนี้  เนื่องจากวิทยาศาสตร์เก่านั้น มีลักษณะการค้นหาความรู้ที่ต้องเลือกศึกษาสิ่งต่างๆ เฉพาะส่วน

พูดง่ายก็คือ จะศึกษาอะไรก็ตัดออกมาเป็นชิ้นเล็กแล้วก็ศึกษากันไป  จึงทำให้ไม่สามารถหาความจริงในภาพรวมได้

มีนักวิชาการเปรียบเทียบว่า เหมือนกับเดินไปในป่า เห็นแต่ต้นไม้ แต่ไม่เห็นป่า ฉะนั้น

การที่โลกมีคนชั่วมากมาย มีการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล จนกระทั่งโลกอยู่เฉยๆ เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ก็โต้ตอบมนุษย์เข้าบ้าง

จะเห็นว่า เกิดอุบัติภัยใหญ่ๆ ถี่มากในระยะนี้ ก็เป็นผลพวงของการเชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าศาสนานี่แหละ….