บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้พระภิกษุทำสมาธิ...


พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้พระภิกษุทำสมาธิ...

เป็นหัวข้อกระทู้ถามในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง  เนื้อหาก็เป็นว่า...

*-*-*-* 

มีอาจารย์ท่านหนึ่งสอนในห้องให้กับนักศึกษาระดับปริญญาโท-เอก สอนว่า..พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้พระภิกษุทำสมาธิ...

*-*-*-* 

ผมได้ฟังไฟล์นั้นมาเช่นเดียวกัน  พอสรุปได้ดังนี้....

[1].. ท่านว่า... ไม่มีในที่ใดของพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าทรงสอนสมาธิ ท่านถามพระพม่า.. พระพม่าก็ยืนยันอย่างนั้น 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอนปฏิบัติธรรมในประเทศไทย  ไม่มีในพระไตรปิฎก

[2]..  ท่านว่า.. การที่พระพุทธเจ้าไปเรียนฌาน ๔ ฌาน ๘ มานั้น  "การเรียนดังกล่าวผิด" ไม่สามารถบรรลุพระอรหันต์ได้

[3]..  ท่านเป็นผู้ไม่ปฏิบัติธรรมแบบสมถะกรรมฐานหรือวิปัสสนากรรมฐาน ท่านจะใช้วิธีรู้ระลึกแบบสติปัฏฐาน ๔  

ท่านก็ว่า... ท่านมีความดีพอสำหรับท่านแล้ว

วิพากษ์วิจารณ์กัน....... 

[1].. การพูดว่า "พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้พระภิกษุทำสมาธิ..."  นรกเป็นที่ไปอย่างแน่นอน  

สำหรับผมเอง ผมจะพูดแบบนี้......  

*-*-*-*-*

ในพระไตรปิฎก ไม่มีการบันทึก "วิธีปฏิบัติว่าทำอย่างไร" ไว้ บันทึกแต่ผล

*-*-*-*-*

(ดูภาพ) ตั้งแต่ฌาน ๑ - ฌาน ๔ พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบรรยายว่า ทำอย่างไร?

ตรงนี้ #วิชาธรรมกาย มีคำอธิบาย  ฌาน ๑ - ๘ จะเป็นแผ่นกลมคล้ายเขียงหั่นผัก ซ้อนกันอยู่  

เมื่อเราจะทำฌาน ๑ เราก็เอาฌานแผ่น ๑ มาไว้เป็นแผ่นแรก  ฌานแผ่นอื่นก็เรียงลงไป 

ถ้าต้องการทำฌาน ๒  ฌาน ๒ ก็จะมาเป็นแผ่นแรก ฌาน ๑ ก็จะไปต่อท้ายฌาน ๘ 

ฌาน ๓, ฌาน ๔ ก็ทำในทำนองเดียวกันนี้ 

สำหรับการระลึกชาตินั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนไว้ในหนังสือคู่มือสมภาร  ขอให้ไปอ่านโดยละเอียดเอาเอง มีการสอน "วิธีการเดินวิชาโดยละเอียดไว้ด้วย"

*-*-*-*-*

๐๕ การฝึกปุพเพนิวาสญาณกับจุตูปปาตญาณ

https://originalabbothandbook.blogspot.com/2011/11/blog-post_14.html

*-*-*-*-*

[2]..  การที่พระพุทธเจ้าไปเรียนฌาน ๔ ฌาน ๘ มานั้น "ไม่ใช่ว่า **ผิด**"  

แต่พระพุทธองค์ทรงรู้ว่า "แค่นี้ ยังไม่พอ" ที่จะบรรลุมรรคผลนิพพาน  

การที่พระพุทธองค์ทรงอธิษฐานบารมีมา จนครบ ๓๐ ทัศ  ไม่ว่าจะทำอย่างไร พระองค์ก็จะต้องทรงบรรลุมรรคผลนิพพานแน่ๆ 

ประเด็นนี้ คุณลุงการุณย์ บุญมาบุช เคยกล่าวไว้ว่า...  **การบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นง่าย... ยากตอนสร้างบารมีให้ครบ ๓๐ ทัศ**

ถึง ณ บัดนี้ เราทราบว่า..ในพระไตรปิฎกไม่ได้มีการบันทึกไว้ว่า "หัวข้อธรรมะนี้" ให้ปฏิบัติอย่างไร บันทึกไว้แต่ผล  ทำไม จึงเป็นเช่นนั้น?

คำตอบก็คือ......

ทุกคนในยุคนั้น รู้ดีกว่า "ปฏิบัติธรรม" เป็นอย่างไร

ยุคนั้นมีพระอรหันต์เต็มไปหมด ทุกคนต้องรู้ว่า "เรื่องนี้ ปฏิบัติอย่างนี้ เรื่องนั้น ปฏิบัติอย่างนั้น" 

แต่ต่อมา.. เมื่อพระอรหันต์ไม่มี  การปฏิบัติที่เคยรู้ๆ กันอยู่ ก็เลยไม่มีใครเข้าใจ... ไม่มีใครทำได้

ยกตัวอย่างเช่น....  

คนในกรุงเทพฯ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว  มีเพื่อนสมัยเรียนมัธยมด้วยกัน นัดกันว่า... ***เฮ้ย ไปเจอกันที่เขาดิน!!!*** 

เพื่อนๆ ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของกรุงเทพฯ ก็ไป "เขาเดิน" กันได้ทุกคน เพราะ ทุกคนรู้ว่า "มันอยู่ตรงไหน จะไปอย่างไร"

สมมุติอีก 50 ปีข้างหน้า   มีคนนัดกันว่า ***เฮ้ย ไปเจอกันที่เขาดิน!!!***  คราวนี้จะเป็นปัญหาขึ้นมาแล้ว ว่า จะไปกันอย่างไร

เพราะ "เขาดิน" ไม่มีแล้ว  บางคนอาจจะสงสัยว่า "เขาดิน" อยู่ข้างภูเขาทองหรือไง  ฯลฯ 

โดยสรุป..... 

การที่ในพระไตรปิฎก ไม่มีการบันทึก "วิธีปฏิบัติว่าทำอย่างไร" ไว้ บันทึกแต่ผล

แล้วมีคนมาพูดว่า "พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้พระภิกษุทำสมาธิ..."  

ตรงนี้ แสดงว่า... ผู้พูดไม่เชื่อ "พระไตรปิฎก" แล้ว ไปเชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าแล้ว  

เมื่อศึกษาพฤติกรรมของท่านดังกล่าวดู  พฤติกรรมก็ชี้ไปอย่างนั้น  เพราะ พยายามไปโจมตีประเด็น ฌาน ๔ ฌาน ๘

ในพระไตรปิฎกนั้น  ต้องมีการปฏิบัติธรรมแน่ๆ ไม่ปฏิบัติธรรมไม่ได้ 

วิชชา ๓ นั้น ชัดเจนที่สุด  การระลึกชาติของตนเอง การรู้วันเกิดวันตายของคนอื่น  ต้องใช้การปฏิบัติธรรม จะมา "นึกคิด" เอาเองไม่ได้

แล้วในการตรวจสอบนั้น  พระพุทธองค์ทรงสอนให้ใช้หลัก "มหาปเทส 4" ไว้ตรวจสอบ

หลัก "มหาปเทส 4" ก็คือ การตีความว่า.... ที่สอนอยู่นั้น สอดคล้องกับพระสูตร พระวินัยหรือไม่ 

สาย #วิชาธรรมกาย นั้น ก็สอดคล้องกับพระสูตร พระวินัย  พระพุทธเจ้านั้น เราเห็นพระองค์ทุกวันด้วยวิชาธรรมกาย

บุคคลที่ว่านี้... 

เมื่อตรวจดูดวงธรรม  ปรากฎว่า "ดำสนิท" ดวงบุญก็มองไม่เห็น 

นรกนั่นแหละ เป็นที่ไปของเขา

-------------------------

เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)

www.manaskomoltha.net

Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/

Line ID : manas4299

Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/

ปฏิบัติธรรมไม่ถูกต้อง

ผมได้อธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้นักปริยัติ/พุทธวิชาการเข้าใจศาสนาผิดเพี้ยน และสอนผิดเพี้ยนจน “ศีลธรรม” ของประชาชนคนไทยตกต่ำจนถึงที่สุด  ก่อให้เกิดปัญหาสังคมมากมายไปแล้ว 2 ข้อ คือ

1) เชื่อวิทยาศาสตร์และ/หรือปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก
2) ขาดความเข้าใจในเรื่องของภาษาศาสตร์

บันทึกนี้ จะกล่าวถึงข้อที่สาม คือ “ไม่ปฏิบัติธรรมและ/หรือปฏิบัติธรรมอย่างไม่ถูกต้อง”

ข้อบกพร่องตรงนี้ แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มคือ

กลุ่มที่หนึ่ง พวกไม่ปฏิบัติธรรมเลย

พวกนี้ส่วนใหญ่ศึกษาศาสนาพุทธแบบปรัชญา คือ ศึกษาโดยเหตุผล คิดไปเรื่อย วิเคราะห์โน่นวิเคราะห์นี่ เปรียบเทียบศาสนาพุทธกับวิทยาศาสตร์ กับศาสนาอื่นๆ แต่ไม่เคยปฏิบัติธรรมเลย

อาการปวดขา จากการนั่งนานๆ ก็ไม่เคยพบ  กลุ่มนี้จึงไม่มีทางเข้าใจศาสนาพุทธได้อย่างถูกต้องเลย

ถ้ามองในมุมมองของผู้ปฏิบัติธรรมตามสายวิชชาธรรมกายแล้ว น่าสงสารมาก คือ เกิดมาเสียเปล่าไปชาติหนึ่ง ไม่ได้บุญบารมีติดตัวไปบ้างเลย

กลุ่มที่สอง กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ปฏิบัติธรรมกันอย่างจริงจัง เอาจริงเอาจัง แต่ปฏิบัติไม่ถูกทาง

ไม่ถูกทางอย่างไร?

ก่อนที่จะอ่านตรงนี้ ผมขอให้ทำตัวเป็นกลางๆ ไว้ก่อน คือ อย่าเพิ่งเข้าข้าง หรือ อย่าเพิ่งโต้แย้ง ไม่อย่างนั้น การอ่านบันทึกนี้ก็จะเสียเวลาและเสียอารมณ์ไปเปล่า

ถ้าใช้หลักการของแนวคิดทางปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) ก็คือ ขอให้วงเล็บความรู้เก่าๆ ของตนเองไว้ก่อน

คือทำตัวเป็นกลางจริงๆ

แล้วพิจารณาว่า ในพระไตรปิฎกนั้น กริยาที่มีความสำคัญที่สุดก็คือ รู้ และ เห็น  ซึ่งในภาษาบาลีก็คือ ญาณทัสสนะ

ญาณคือรู้  ทัสสนะคือเห็น 

ถ้าปราศจากญาณทัสสนะแล้ว ไม่มีโอกาสที่จะเข้าใจเนื้อหาธรรมะได้เลย

คำสำคัญอีก 2 คำก็คือ วิปัสสนา และตรัสรู้

วิปัสสนา  แปลว่า เห็นแจ้ง  วิ คือ “แจ้ง”  ปัสสนา คือ “เห็น”

ตรัสรู้ แปลว่า “รู้แจ้ง”  ตรัส คือ “แจ้ง” [มาจากภาษาเขมร] “รู้” เป็นภาษาไทย

โดยสรุปก็คือ ถ้าปราศจากการ "เห็น" แล้ว  เราไม่มีทาง "รู้" ได้เลย  ดังนั้น ในการปฏิบัติธรรม ถ้าไม่เห็นแล้วจะรู้ได้อย่างไร

สายปฏิบัติธรรมใดก็ตามที่ปฏิเสธการเห็นไปทั้งหมด  การสอนผิดไปจากพุทธพจน์ ผิดไปจากพระไตรปิฎก ถือว่า เป็นการปฏิบัติธรรมที่ไม่ถูกต้อง

สายปฏิบัติธรรมใดที่ยอมรับว่ามีการเห็นเกิดขึ้นได้ เพราะ ในพระไตรปิฎกนั้น มีคำว่า "เห็น" ประกอบอยู่เป็นจำนวนมาก

ก็ต้องมาพิจารณากันว่า ท่านสอนให้ "เห็น" อะไร  เป็นไปตามเนื้อหาของพระไตรปิฎกหรือไม่

ถ้าสอนให้เห็นอะไรเปรอะไป ไม่มีหลักมีเกณฑ์ ไม่มีหลักสูตร ก็ถือว่า เป็นการปฏิบัติธรรมที่ไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน

โดยสรุป

ในบันทึกนี้ ผมจะนำความรู้ง่ายๆ ในพระไตรปิฎกที่พุทธศาสนิกชนยังเข้าใจผิดกันอยู่ นักปริยัติ/พุทธวิชาการก็อธิบายไม่ชัดเจน พุทธปฏิบัติธรรมก็อธิบายไม่ชัดเจน แต่วิชาธรรมกายหรือธรรมกายศาสตร์นั้น สามารถอธิบายได้อย่างเป็นวิชาการมานำเสนอต่อไป...



เปรียญเก้าเก่งจริงหรือ!!


ในบทความก่อนหน้านี้ ผมได้สรุปไปคร่าวๆ ว่า “นักปริยัติหรือพุทธวิชาการ” เป็นพวก “ทำลายศาสนาอย่างรุนแรงแบบถอนรากถอนโคน” เพราะ ความงมงายในศาสตร์ตะวันตก

และได้สรุปสาเหตุที่ทำให้นักปริยัติ/พุทธวิชาการเข้าใจคำสอนในพระไตรปิฎกผิดเพี้ยน โดยสาเหตุหลักๆ 3 ประการ ดังนี้ 
  1. เชื่อวิทยาศาสตร์และ/หรือปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก
  2. ขาดความเข้าใจในเรื่องของภาษาศาสตร์
  3. ไม่ปฏิบัติธรรมและ/หรือปฏิบัติธรรมอย่างไม่ถูกต้อง 

และได้อธิบายการเชื่อวิทยาศาสตร์กับปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎกไปแล้ว วันนี้จึงมาถึงหลักฐานสนับสนุนประเด็นที่ว่า ขาดความเข้าใจในเรื่องของภาษาศาสตร์  กันต่อ

ปัญหาเกี่ยวกับศาสนาพุทธที่สอนผิดเพี้ยนกันไปนั้น เกิดจากนักปริยัติ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ได้เปรียญเก้า

ส่วนใหญ่แล้วประชาชนที่มีความเชื่อที่ผิดๆ ว่า “พระเปรียญเก้า” หรือ “เณรเปรียญเก้า” ต้องมีความรู้ในทางศาสนายอดเยี่ยม คำสอนต้องถูกต้องไปหมด

ผมขอยืนยันว่า “ความเชื่อ” ดังกล่าวนั้น ไม่จริง เพราะมีปัจจัยมากมายที่จะทำให้ “พระเปรียญเก้า” หรือ “เณรเปรียญเก้า” ขาดความรู้ความเข้าใจในทางศาสนา

หลักฐานสำคัญประการหนึ่งก็คือ ในการเรียนจนถึงเปรียญเก้านั้น ไม่มีการแปลพระไตรปิฎกอยู่ในหลักสูตรเลย 

และการเรียนจบเปรียญเก้านั้น ก็เหมือนกับการเรียนภาษาใดภาษาหนึ่งผ่านหลักสูตร ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่า พระ-เณรเปรียญเก้าจะเก่งเกินมนุษย์

หลักฐานอีกประการหนึ่ง ที่จะกล่าวถึงนี้ก็คือ การจบเปรียญเก้า ไม่ได้หมายความว่า จะมีองค์ความรู้ในด้านภาษาอย่างถูกต้อง

องค์ความรู้ด้านภาษานั้น วิชาภาษาศาสตร์ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่ง สามารถอธิบายภาษาได้ดีกว่าภาษาไทยและภาษาบาลี 

การขาดความเข้าใจในด้านภาษาศาสตร์จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักปริยัติ/พุทธวิชาการเข้าใจและสอนศาสนาผิดเพี้ยนไป

ในที่นี้ จะขอยกตัวอย่างเพียง 2 อย่างคือ

2.1 คำไวพจน์

คำไวพจน์ในทางศาสนาพุทธก็คือ คำที่มีความหมายใกล้เคียงกันและสามารถใช้แทนกันได้ ซึ่งพุทธวิชาการก็ชอบอธิบายไปในทำนองว่า คำไวพจน์นั้น สามารถแทนกันได้ทุกที่

ในทางภาษาศาสตร์นั้น ไม่มีคำไวพจน์อย่างที่ใช้กันในวงการพุทธวิชาการ  การใช้คำที่แทนกันได้นั้น สามารถใช้แทนกันได้ในบางบริบท (context) ไม่สามารถจะแทนกันได้ทุกที่ทุกบริบท

พูดให้เข้าง่ายๆ ก็คือ ไม่มีคำ 2 คำที่มีความหมายเหมือนกันทุกประการ ไม่มีคำคู่ใดที่สามารถแทนที่กันได้ทุกบริบท

ขอยกตัวอย่างเป็นนิทานก็แล้วกัน เพราะน่าจะเคยได้ยินได้ฟังกันมาบ้างแล้ว

เรื่องก็มีอยู่ว่า คุณยายท่านหนึ่งพาหลานไปทำบุญด้วย ระหว่างที่พระกำลังสวดอยู่นั้น ผู้เป็นหลานหิวข้าว ก็งอแงให้คุณยายหาข้าวให้กิน

หนูน้อยคงจะงอแงจนคุณยายโมโหจนถึงขีดสุด จึงตะโกนออกมาด้วยเสียงอันดังว่า "รอให้พระแดกก่อน แล้วมึงค่อยฉัน"

คำสอนจากนิทานเรื่องดังกล่าว ก็น่าจะเป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นว่า คำไวพจน์นั้น ไม่สามารถแทนกันได้ทุกที่

2.2 ความหมาย

เรื่องความหมายนี้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนมากในทางภาษาศาสตร์ ขนาดเรียนกันถึงปริญญาเอก แล้วทำวิจัยกันแล้วกันอีกก็ยังไม่จบไม่สิ้น

ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า พระที่ผ่านเปรียญเก้ามาจะเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ได้ (หมายความว่าไม่ศึกษาเพิ่มเติมเลย)

พูดกันง่ายๆ ว่า วิชาที่ศึกษากันเกี่ยวกับความหมาย คือ อรรถศาสตร์ (Semantics) นั้น เป็นวิชาใหม่และค่อนข้างจะเข้าใจยาก ถ้าไม่ลงเรียนโดยตรง ให้ครูบาอาจารย์ด่าเสียบ้าง ก็มักจะไม่ค่อยเข้าใจลึกซึ้ง

ขนาดว่าวิชาอรรถศาสตร์ใหม่และยากแล้ว แต่ในทางภาษาศาสตร์มีวิชาที่ใหม่กว่านั้นอีก คือ วิชาวัจนปฏิบัติศาสตร์ (Pragmatics)

วิชาวัจนปฏิบัติศาสตร์เป็นการศึกษาวิธีการใช้ถ้อยความ (utterance) เพื่อสื่อความหมายในการสื่อสาร เช่น แบบตรงตัว แบบอุปมาอุปไมย เป็นต้น

โดยสรุปเพื่อให้สั้นเข้า ความหมายของประโยคภาษานั้น ไม่ได้เกิดจากเอาความหมายของคำเข้ามารวมกัน ความหมายของประโยคสามารถบอกไปถึงความหมายที่นอกเหนือไปจากนั้น

ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจ ดังนี้

สมมุติว่าท่านกำลังนั่งอยู่ในศูนย์การค้า อาจจะรอเพื่อนหรือรอแฟนอยู่  ท่านก็เห็นวัยรุ่น 2 ท่านเดินมาพบกันที่ข้างหน้าท่านพอดี

วัยรุ่นท่านหนึ่งใส่ชุดดำ สมมุติว่าชื่อสมัคร วัยรุ่นอีกท่านหนึ่งแต่งตัวปกติธรรมดา สมมุติว่าชื่อชวลิต

วัยรุ่นทั้ง 2 ท่านนั้น มีบทสนทนาที่ท่านบังเอิญได้ยิน ดังนี้
ชวลิต : ไอ้หมัก ไปไหนมาวะ
สมัคร : ไปเผาลุงของเพื่อนกับแม่มาว่ะ

คำพูดเพียง 2 ประโยคดังกล่าวนั้น ให้ความหมายเป็นจำนวนมากแก่ผู้ฟัง และความหมายนั้นมีมากกว่าความหมายของคำในประโยคที่พูดกันอยู่

ความหมายที่ได้จากประโยคเพียง 2 ประโยคข้างต้น มีอย่างน้อย ดังนี้ 
  1. คุณสมัครมีเพื่อนคนหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
  2. เพื่อนของคุณสมัครนั้น ไม่พ่อกับแม่จะต้องมีพี่ชายอย่างน้อย 1 คนคือ คนที่ตายและเผาไปแล้ว คำว่า ลุงกำหนดให้รู้ว่า ต้องเป็นพี่และเป็นผู้ชาย
  3. ครอบครัวของคุณสมัครและเพื่อนนั้น ผู้ปกครองคงจะสนิมสนมกันด้วย และความสนิทสนมเริ่มจากคุณสมัครและเพื่อน ไม่ได้เกิดจากแม่ของคุณสมัคร 

โดยปกติแล้ว ถ้าผู้ปกครองไม่สนิทกันด้วย คุณสมัครก็น่าจะไปพิธีเผาศพคนเดียว และในกรณีนี้ ไม่น่าที่จะเป็นไปว่า ทางแม่ของคุณสมัครกับแม่เพื่อนสนิทกันมาก่อน

กล่าวคือ แม่กับแม่เป็นเพื่อนกันมาก่อน และลูกกับลูกก็เป็นเพื่อนกันอีก

ถ้าเป็นกรณีอย่างหลังนี้คุณสมัครน่าจะพูดว่า "ไปเผาพี่ชายของเพื่อนแม่มาว่ะ" หรือ "ไปเป็นเพื่อนแม่ในงานศพว่ะ"  ทำนองนี้

สำหรับประโยคของการสนทนาประโยคต่อไปนั้น  เดาได้เลยว่า ประโยคต่อไปคุณสมัครก็ต้องถามคุณชวลิตว่า "เอ้า แล้วแม่มึงไปไหน"

ขอยกตัวอย่างให้ใกล้ตัวอีกนิดหนึ่ง คือ ข้อความจากอนัตตลักขณสูตร ดังนี้ ในส่วนที่ให้พิจารณาโดยยถาภูตญาณทัสสนะ

 [๒๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลายเพราะเหตุนั้นแล
[รูป/เวทนา/สัญญา/สังขาร/วิญญาณ] อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบันภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่า [รูป/เวทนา/สัญญา/สังขาร/วิญญาณ]
เธอทั้งหลายพึงเห็น [รูป/เวทนา/สัญญา/สังขาร/วิญญาณ] นั้นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา

ผมขอฟังธงด้วยหลักการของทางภาษาศาสตร์เลยว่า ข้อความที่ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา แสดงว่า ตัวตนของเรามี  แต่ไม่ใช่ขันธ์ 5 [รูป/เวทนา/สัญญา/สังขาร/วิญญาณ]

ขอยกตัวอย่างให้เข้าใจขึ้นดังนี้

ตอนที่เป็นนักเรียนอยู่นั้น ครูมักจะพาไปทัศนาจรตอนที่โรงเรียนปิดเทอมเป็นประจำ ก็เหมารถบัสกันไป ที่ไปเที่ยวกันนั้น ไม่ใช่มีเฉพาะโรงเรียนเราโรงเรียนเดียว โรงเรียนอื่นเขาก็ไปกัน 

ครั้งหนึ่งไปเที่ยวบางแสน  คนขับก็ปล่อยให้นักเรียนลงไปเที่ยวก่อน แล้วไปหาที่จอดรถทีหลัง 

เมื่อเที่ยวกันพอสมควรแก่เวลาแล้วก็จะกลับ ผมเดินกลับมาถึงรถแล้ว แต่ยังไม่ขึ้นรถ เพราะมันร้อน  สมัยนั้นยังไม่มีรถปรับอากาศแบบสมัยนี้ ก็เลยนั่งรอเพื่อนๆ อยู่ในบริเวณนั้น

ระหว่างที่นั่งรออยู่นั้น ก็เห็นเพื่อนสนิทกัน 2-3 คน เดินไปขึ้นรถคันอื่น แบบหน้าตาเฉย

ผมก็วิ่งไปบอกเพื่อนว่า "เฮ้ย ไม่ใช่รถเรา"

ในกรณีเช่นนี้ แสดงว่า รถเราต้องมี  ถ้าผมกับเพื่อนไปรถโดยสาร ผมก็ต้องใช้ประโยคอื่นๆ เช่น  รถคันนี้ไม่ใช่รถโดยสาร เป็นต้น

โดยสรุป

จะเห็นได้ว่า นักปริยัติ/พุทธวิชาการ รวมถึงพุทธปฏิบัติธรรมบางท่าน บางสายไม่เข้าใจประเด็นเกี่ยวกับความหมาย  พอมีคนตีความแบบผิดๆ ไปว่า "ตัวตนไม่มี" เพราะเข้ากันได้ดีกับวิทยาศาสตร์ที่เชื่อว่า เกิดมาหนเดียว

เมื่อไม่เข้าใจเรื่องความหมาย เห็นฝรั่งเป็นเทวดา  ก็จำกันมาอย่างนั้นอย่างผิดๆ และ สอนกันไปอย่างผิดๆ

ตรงนี้ขอบอกล่วงหน้าเลยว่า วิชาธรรมกายสามารถอธิบายได้ว่า ตัวตนของเรานั้นมีแน่นอน พิสูจน์ได้อย่างเป็นวิชาการ 

นอกจากนั้นแล้ว ตัวตนของเรามีทั้งแบบที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และแบบที่เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา ซึ่งจะได้นำมาเสนออย่างละเอียดในบันทึกที่เกี่ยวข้องต่อไป...



พระโกหกไม่เป็นจริงหรือ!!


ในบทความก่อนหน้านี้ ผมได้สรุปไปคร่าวๆ ว่า “นักปริยัติหรือพุทธวิชาการ” เป็นพวก “ทำลายศาสนาอย่างรุนแรงแบบถอนรากถอนโคน” เพราะ ความงมงายในศาสตร์ตะวันตก

และได้สรุปสาเหตุที่ทำให้นักปริยัติ/พุทธวิชาการเข้าใจคำสอนในพระไตรปิฎกผิดเพี้ยน โดยสาเหตุหลักๆ 3 ประการ ดังนี้ 
  1. เชื่อวิทยาศาสตร์และ/หรือปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก
  2. ขาดความเข้าใจในเรื่องของภาษาศาสตร์
  3. ไม่ปฏิบัติธรรมและ/หรือปฏิบัติธรรมอย่างไม่ถูกต้อง 

และได้อธิบายการเชื่อวิทยาศาสตร์กับปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎกไปแล้ว วันนี้จึงมาถึงหลักฐานสนับสนุนประเด็นที่ว่า ขาดความเข้าใจในเรื่องของภาษาศาสตร์

ก่อนที่จะอธิบายต่อไป ขออนุญาตวิเคราะห์วิจารณ์ความคิดของคนไทยที่มีต่อพระภิกษุเสียก่อน เพราะเกี่ยวข้องกับน้ำหนักของเหตุผลที่จะเขียนต่อไปข้างหน้า

เท่าที่ได้สังเกตความรู้สึกนึกคิดของพุทธศาสนิกชนชาวไทยมาตลอด ผมรู้สึกว่าคนไทยส่วนใหญ่เห็นว่าพระภิกษุที่ตนนับถืออยู่นั้น พูดแต่ความจริงตลอด 

คำพูดหรือคำสอนของพระเป็นความจริงตลอดไป

กลุ่มบุคคลเหล่านี้ จะไม่มีสติสัมปชัญญะที่จะมาทบทวนเลยว่า ที่ครูบาอาจารย์สอนหรือที่ครูบาอาจารย์ปฏิบัติอยู่นั้น มันถูกต้องตามพระไตรปิฎกหรือเปล่า

สรุปง่ายๆ ก็ว่า คิดว่าพระโกหกไม่เป็น

คำว่า โกหกที่ว่านั้น หมายความรวมถึงโกหกแบบตั้งใจและโกหกแบบไม่ตั้งใจนะครับ

โกหกแบบตั้งใจเป็นยังไง?

ขอให้ดูตัวอย่างสมีที่ปราชิกทั้งหลาย เช่น สมีนิกร สมียันตระ และสมีภาวนาพุทโธ รวมถึงสมีธัมมชโย เป็นต้น พวกนี้ก็โกหกสาวกทั้งนั้น ก็ยังมีคนเชื่อคนนับถือเป็นจำนวนมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีของนักโทษชายจำลอง คนซื่อ (สมีภาวนาพุทโธ) ยิ่งน่าสนใจมาก เพราะถูกศาลฏีกาตัดสินจำคุก 50 ปี ในข้อหาข่มขืนเด็กผู้หญิง ในปัจจุบันก็ยังอยู่ในคุก

ก็ยังมีสาวกเชื่อถือ ไปเยี่ยมเพื่อฟังคำสอนทุกวันอังคารและวันพฤหัสบดี และเอาเงินไปให้อีกด้วย  จนกระทั่ง น.ช. จำลอง มีเงินฝากเป็นสิบล้านบาท  รวยที่สุดในคุกบางขวาง

โกหกแบบไม่ตั้งใจเป็นยังไง?

โกหกแบบนี้ คือ เรียนมายังไงก็สอนไปอย่างนั้น โดยไม่รู้ว่า ที่ตนเองเรียนมานั้นผิด เช่น สาวกของพระพม่าที่สอนว่าปฏิบัติธรรมเพียงหัวข้อธรรมะใดหัวข้อธรรมะหนึ่งของสติปัฏฐาน 4 ก็สามารถบรรลุพระอรหันต์ได้

คำสอนดังกล่าวนั้น ไม่จริง  คนที่สอนก็ต้องโกหกแน่ๆ เพราะเป็นการสอนของไม่จริง แต่เป็นการโกหกแบบไม่ตั้งใจ

ที่ว่าเป็นการสอนของไม่จริง คำสอนดังกล่าวไม่จริงอย่างไร?

ขออธิบายสั้นๆ ก่อนในที่นี้ คำอธิบายที่ละเอียดกว่านี้ จะนำไปเขียนไว้อีกที่หนึ่ง

1) สติปัฏฐาน 4 ไม่เป็นวิปัสสนา [เห็นแจ้ง]  เป็นเพียงอนุปัสนา [ตามเห็น] เท่านั้น

2) สติปัฏฐาน 4 เป็นโพธิปักขยธรรม ขั้นพื้นฐานเท่านั้น

โพธิปักขิยธรรม คือ ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ ประกอบด้วยธรรมะ 7 หมวด คือ สติปัฏฐาน 4, สัมมัปปธาน 4, อิทธิบาท 4, อินทรีย์ 5, พละ 5, โพชฌงค์ 7, มรรคมีองค์ 8 รวมเป็น 37 จึงเรียกว่า โพธิปักขิยธรรม 37

เมื่อสติปัฏฐาน 4 เป็นเพียงโพธิปักขยธรรม ขั้นพื้นฐาน แล้วปฏิบัติธรรมตามสติปัฏฐาน 4 แต่เพียงอย่างเดียว จะสามารถทำให้บรรลุพระอรหันต์ได้อย่างไร

สติปัฏฐาน 4  เองนั้น  ก็มีหลายบรรพ คือ มีทั้งหมด 21 บรรพ

ทั้ง 21 บรรพของสติปัฏฐาน 4 นั้น พระพม่าสอนได้เพียงส่วนหนึ่งของกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเท่านั้น แล้วจะบรรลุพระอรหันต์ไปได้อย่างไร

ถ้าพระพม่าอ้างว่า ปฏิบัติธรรมในหัวข้อสัจจบรรพะ/อริยสัจเพียงหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งสามารถทำให้ บรรลุพระอรหันต์ได้  ยังจะมีเหตุผลมากกว่าการปฏิบัติธรรมเพียงส่วนหนึ่งของกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน แล้วบรรลุพระอรหันต์ได้เสียอีก

แต่ถึงจะอ้างอย่างนั้นก็เป็นไปไม่ได้อยู่ดีอีกเช่นกัน

ผมขอเปรียบเทียบให้ดูหลักสูตรการสอนก็แล้วกัน เอาวิชาวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาขึ้นเป็นตัวอย่างก็ได้  จะเห็นว่า ถึงแม้จะเป็นวิทยาศาสตร์เหมือนกัน แต่ระดับความละเอียดลึกซึ้งของเนื้อหาวิชาก็จะแตกต่างกันไป

ดังนั้น สัจจบรรพะ/อริยสัจในสติปัฏฐาน 4 ก็เป็นเพียงพื้นฐานเบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่ใช่อริยสัจ 4 ที่จะสามารถทำให้บรรลุพระอรหันต์ได้

ในส่วนนี้ ผมตั้งใจที่จะเขียนถึงการขาดความเข้าใจในด้านภาษาศาสตร์ของนักปริยัติ/พุทธวิชาการ แต่เห็นว่า การที่พุทธศาสนิกชนคนไทย ไม่ค่อย “สงสัย” ในองค์ความรู้ของพระภิกษุ

ส่วนใหญ่จะเห็นว่าพระไม่โกหก หรือพระพูดความจริงตลอด ซึ่งมันไม่ใช่เช่นนั้น พระโกหกได้ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ

ดังนั้น พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ก็ควรจะ “ตรวจสอบ” พระภิกษุที่เรากำลังจะถวายข้าวปลาอาหารด้วยว่า เป็นพระที่สมควรจะได้รับภัตตาหารของเราหรือเปล่า

เป็นพระที่เข้าใจศาสนาอย่างดี สามารถสอนเราได้ หรือเป็นคนที่อยู่ในชีวิตฆราวาสไม่ได้  เข้ามาอาศัยผ้าเหลืองเพื่อเลี้ยงชีพเท่านั้น..

พระประเภทหลังนี้  ตักบาตรไปก็เสียข้าวสุกเปล่า  ไม่ได้บุญบารมีอันใด...



เชื่อปรัชญามากกว่า


ในบทความก่อนหน้านี้ ผมได้สรุปไปคร่าวๆ ว่า “นักปริยัติหรือพุทธวิชาการ” เป็นพวก “ทำลายศาสนาอย่างรุนแรงแบบถอนรากถอนโคน” เพราะ ความงมงายในศาสตร์ตะวันตก

และได้สรุปสาเหตุที่ทำให้นักปริยัติ/พุทธวิชาการเข้าใจคำสอนในพระไตรปิฎกผิดเพี้ยน โดยสาเหตุหลักๆ 3 ประการ ดังนี้
  1. เชื่อวิทยาศาสตร์และ/หรือปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก
  2. ขาดความเข้าใจในเรื่องของภาษาศาสตร์
  3. ไม่ปฏิบัติธรรมและ/หรือปฏิบัติธรรมอย่างไม่ถูกต้อง 
และได้อธิบายการเชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าพระไตรปิฎกไปแล้ว วันนี้จึงมาถึงหลักฐานสนับสนุนประเด็นที่ว่า เชื่อปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก

เชื่อปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก

ในช่วงนี้ก็ต้องบอกก่อนว่าปรัชญาตะวันตกมันคืออะไร

ปรัชญาตะวันตก หมายถึง แนวความคิด หลักการที่ต้องการค้นหาความจริงของธรรมชาติ ซึ่งก่อเกิดในทวีปยุโรป  ปรัชญาตะวันตกเป็นแม่ของวิชาทั้งปวงที่เราได้เรียนกันในโรงเรียนในปัจจุบันนี้

วิชาต่างๆ เหล่านี้ เช่น สังคมศึกษา จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ รวมถึงวิทยาศาสตร์ ต่างก็เกิดมาจากวิชาปรัชญาทั้งสิ้น

ปรัชญาตะวันตกมีความเป็นมายาวนานพอๆ กับศาสนาพุทธของเรา มีนักปรัชญาเป็นจำนวนมาก ปรัชญาตะวันตกในปัจจุบันนี้ มีหลากหลายกลุ่ม ซึ่งพอสรุปได้ ดังนี้
  1. อัชฌัตติกญาณนิยม 
  2. ปฏิบัตินิยม 
  3. ปฏิฐานนิยม 
  4. ปฏิฐานนิยมใหม่  
  5. อัตถิภาวนิยม 
  6. สัจนิยมใหม่   
  7. อัสมาจารย์นิยมใหม่ 
  8. ปรัชญาวิเคราะห์ 
ขอเน้นตรงนี้ว่า ปรัชญาวิเคราะห์ (analytic philosophy) นั้น ใช้หลักการของภาษาศาสตร์เป็นอย่างมาก อาจจะกล่าวได้ว่า ปรัชญาวิเคราะห์กับปรัชญาภาษาเป็นคู่แฝดกัน ไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน

ลักษณะเด่นของปรัชญาก็คือ นักปรัชญามีความเชื่อว่า ยังไม่มีองค์ความรู้ใด หาความจริงแท้ได้แล้ว  ดังนั้น เมื่อนักปรัชญาจะศึกษาสิ่งใดก็ตาม ก็มักจะไปเลือกไปหยิบเอาองค์ความรู้นั่นนิด องค์ความรู้นั่นหน่อย มาผสมผสานตีความตามหลักการของเหตุผล พัฒนาเป็นความรู้ใหม่ๆ ขึ้นมา

ลักษณะด้วยของปรัชญาก็คือ นักปรัชญาจะ “นั่งอยู่ในห้อง” แล้วคิดไปตามระบบเหตุผล จะไม่ลงไปดู หรือไปสังเกต หรือไปทดลองใดๆ  คิดด้วยปัญญาตามระบบเหตุผลของตนเองอย่างเดียว

เมื่อลงมาถึงนักปรัชญาก็มีจะข้อบกพร่องขึ้นไปอีก โดยเฉพาะนักปรัชญาชาวไทย ซึ่งก็คือ ความลำเอียง คือ ถ้าจะศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็จะไปหาเฉพาะความรู้ที่สอดคล้องมาสนับสนุน

ความรู้ในส่วนที่แย้งก็มีอยู่ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นซะยังงั้น

ยกตัวอย่างเช่น  พวกที่ชอบสอนว่า "ตัวตนไม่มี"  ตัวเรา เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดกับตัวเป็นเพียงสภาวะ ที่มีเหตุปัจจัยมาประกอบกันชั่วคราวเท่านั้น

การสอนที่ว่าตัวตนไม่มีนั้น ขัดกับพุทธพจน์จำนวนมากมายมหาศาล  พวกพุทธปรัชญาก็ทำเป็นว่า ไม่รู้ไม่เห็น ไม่เอามาวิเคราะห์ อย่างเช่นพระสูตรที่ผมยกมานี้ 
  • [๗๑๒] ดูกรอานนท์ ก็ภิกษุเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่
  • ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสีย
  • ดูกรอานนท์ ภิกษุเป็นผู้มีตนเป็นเกาะมีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะมีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ อย่างนี้แล. 

จะเห็นว่า พระพุทธองค์ทรงสอนอย่างชัดเจนว่า ให้พึ่งตนเอง และพึ่งธรรมะ แสดงว่า ตัวตนกับธรรมะ มีความสำคัญเท่าๆ กัน เลยทีเดียว แล้วตัวตนจะไม่มีได้อย่างไร

พวกที่เขียนหรือสอนว่า "ตัวตนไม่มี" นั้น  เมื่อเขียนถึงประเด็นนี้ ก็จะไม่ยกพระสูตรดังกล่าวหรือพระสูตรที่มีเรื่องตัวตนเข้ามาอธิบาย

ขอยกตัวอย่างพุทธภาษิตเพิ่มเติม ดังนี้ 
  • ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อตฺตา   หิ  อตฺตโน  นาโถ
  • ชนะตนนั่นแหละประเสริฐกว่า อตฺตา  หเว   ชิตํ  เสยฺโย
  • บัณฑิตย่อมฝึกตน อตฺตานํ   ทมยนฺติ  ปณฺฑิตา
  • จงเตือนตนด้วยตนเอง อตฺตนา   โจทยตฺตานํ
  • คนเห็นแก่ตัว   เป็นคนสกปรก อตฺตตฺถปญฺญา   อสุจี  มนุสฺสา
  • เมื่อคบคนดีกว่าตน ตนเองก็ดีขึ้นมาทันที เสฏฺฐมุปคมญฺจ   อุเทติ  ขิปฺปํ
  • ผู้ฝึกตนได้เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์ ทนฺโต   เสฏฺโฐ  มนุสฺเสสุ 
ขอให้สังเกตดูว่า เมื่อใดที่พุทธวิชาการหรือนักปริยัติเขียนถึงเรื่อง “ตัวตนไม่มี” นักปริยัติจะทำเป็นหูหนวก ตาบอด เหมือนไม่เคยพบข้อความดังกล่าวมาก่อน  ไม่อ้างถึงเสียดื้อๆ

ตามหลักการเขียนที่ดีแล้ว  เมื่อเราต้องการนำเสนอสิ่งใด เราก็หาเหตุผลมาสนับสนุนสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ พร้อมกันนั้น เราก็ต้องหาหลักฐานมาหักล้าง “สิ่งที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เรานำเสนอด้วย”

นักปริยัติเห็นว่า “ตัวตนไม่มี”  แต่มีพุทธพจน์จำนวนมากที่ยืนยันว่า “ตัวตนมี”  ถ้านักปริยัติมีปัญญาในด้านการคิดวิเคราะห์อยู่บ้าง ก็ควรหาหลักฐานมาหักล้าง แต่นักปริยัติไม่เคยทำสิ่งเหล่านั้น...



เชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่า


ในบทความ “ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ” กับ “งมงายกับศาสตร์ตะวันตก” ผมได้สรุปไปคร่าวๆ ว่า “นักปริยัติหรือพุทธวิชาการ” เป็นพวก “ทำลายศาสนาอย่างรุนแรงแบบถอนรากถอนโคน” เพราะ ความงมงายในศาสตร์ตะวันตก

และได้สรุปสาเหตุที่ทำให้นักปริยัติ/พุทธวิชาการเข้าใจคำสอนในพระไตรปิฎกผิดเพี้ยน โดยสาเหตุหลักๆ 3 ประการ ดังนี้ 
  1. เชื่อวิทยาศาสตร์และ/หรือปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก
  2. ขาดความเข้าใจในเรื่องของภาษาศาสตร์
  3. ไม่ปฏิบัติธรรมและ/หรือปฏิบัติธรรมอย่างไม่ถูกต้อง 

วันนี้จึงมาถึงหลักฐานสนับสนุนประเด็นที่ว่า เชื่อวิทยาศาสตร์และ/หรือปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก

เชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าพระไตรปิฎก

ถ้าแบ่งคนไทยออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ โดยการได้เรียนกับไม่ได้เรียน จะเห็นว่า คนที่ได้เรียนหนังสือจะเชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าศาสนา 

ดังนั้น คำพูดที่ว่า "นรก-สวรรค์ไม่มี เพราะพิสูจน์ไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์" จะพบได้จากพวกที่ได้เรียนหนังสือเท่านั้น

สำหรับคนไทยกลุ่มที่ไม่ได้เรียนหนังสือก็จะเชื่อไปตามเดิมว่า นรก สวรรค์ มีจริงๆ บุญกรรมมีจริง การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง

สาเหตุที่คนที่ได้รับการศึกษา มีความเชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าศาสนานั้น เริ่มต้นจากความเข้าใจผิดของนักวิทยาศาสตร์ตะวันตกเอง ที่ดันคิดผิดไปว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้าสู่จุดสูงสุดแล้ว  เป็นความรู้ที่จริงที่สุด ความรู้อย่างอื่นๆ ไม่จริงทั้งหมด

ความเชื่อที่ว่านี้ เป็นความเชื่อของนักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18  ก็ประมาณร้อยกว่าปีมาแล้ว

เมื่อองค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์เข้ามาอาละวาดในเมืองไทย ตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 4  พุทธวิชาการทั้งหลายที่เห็นว่า "ฝรั่งเป็นเทวดา" 

ฝรั่งว่าอะไรมาเป็นถูกหมด ขาดการคิดวิเคราะห์วิจารณ์ ด้วยตัวของตัวเอง  จำอย่างเดียว  ก็ตีความศาสนาพุทธให้เข้ากับวิทยาศาสตร์

คำสอนในพระไตรปิฎกที่วิทยาศาสตร์รับไม่ได้ เพราะไม่มีเหตุผลในทางวิทยาศาสตร์ ก็มีการตีความกันใหม่

นรก สวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิดจึงมีการตีความกันใหม่  จนทำให้เนื้อหาคำสอนของศาสนาพุทธ ผิดเพี้ยนไปหมด

ขอหลักฐานสนับสนุนจากหนังสือของพระไพศาล วิสาโล ที่ชื่อว่า พุทธศาสนาไทยในอนาคต : แนวโน้มและทางออกจากวิกฤต ดังนี้

หน้า 26
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความคิดทางวิทยาศาสตร์มีส่วนอย่างมากในการทำให้พระองค์ยากที่จะยอมรับเรื่องนรกสวรรค์ กระนั้นพระองค์ก็ไม่อาจปฏิเสธเรื่องดังกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำ สาเหตุก็เพราะมีพุทธพจน์รับรองเอาไว้ ความรู้สึกอิหลักอิเหลื่อดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนเมื่อตรัสถึงนรกที่ปรากฏในพระไตรปิฏกว่า “ส่วนเราย่อมตีราคาพระศาสนาของเราสูงโดยธรรมดา มาพบเรื่องเช่นนี้เข้าไปในปกรณ์ของเรา ย่อมตะขิดตะขวง จะรับรองก็อาย จะปฏิเสธก็ไม่ถนัดปาก” (กรมพระยาวชิรญาณฯ 2538 ก : 83)

หน้า 27 
โดยในคำขอผ้ากาสายะ ทรงโปรดให้ตัดข้อความบาลีที่แปลว่า “เพื่อทำให้แจ้งพระนิพพาน เป็นที่ออกไปจากทุกข์ทั้งปวง” ด้วยเหตุผลว่า “ไม่ตรงต่อความจริงใจของผู้กล่าวมากกว่ามาก” (กรมพระยาวชิรญาณฯ 2518 ง : 188) กลายเป็นว่าการบวชไม่ใช่เป็นเรื่องของการทำพระนิพพานให้แจ้งอีกต่อไป

หน้า 27 – 28
ในยุคของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรยาณวโรรส นี้เองที่พุทธศาสนาแบบเหตุผลนิยม (ภายใต้โลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์)  ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มไว้ ได้แพร่ขยายไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

จากหลักฐานที่ยกมาสนับสนุนข้างต้นนั้น  จะเห็นได้ว่า วิทยาศาสตร์เข้ามากับสนธิสัญญาบาวริ่ง เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2398   

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มตีความศาสนาพุทธให้เป็นวิทยาศาสตร์ และก็ได้รับความนิยมแพร่หลาย ถึงขนาดที่ว่า “แก้คำขอบวช” ไม่ให้เพื่อนิพพานกันเลยทีเดียว

ในเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์นั้น ปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ยอมรับเองว่า การที่นักวิทยาศาสตร์สมัยปลายศตวรรษที่ 18 คิดไปอย่างนั้น  เป็นการคิดที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะ วิทยาศาสตร์ยังหาความจริงแท้ๆ ไม่ได้  หาได้เพียงความจริงเฉพาะที่ชั่วคราวเท่านั้น

การที่มีความเชื่อว่า วิทยาศาสตร์เป็นความจริงอย่างเดียว องค์ความรู้อื่นๆ ไม่จริงหมด ส่งผลเสียนานัปการแก่โลกใบนี้  เนื่องจากวิทยาศาสตร์เก่านั้น มีลักษณะการค้นหาความรู้ที่ต้องเลือกศึกษาสิ่งต่างๆ เฉพาะส่วน

พูดง่ายก็คือ จะศึกษาอะไรก็ตัดออกมาเป็นชิ้นเล็กแล้วก็ศึกษากันไป  จึงทำให้ไม่สามารถหาความจริงในภาพรวมได้

มีนักวิชาการเปรียบเทียบว่า เหมือนกับเดินไปในป่า เห็นแต่ต้นไม้ แต่ไม่เห็นป่า ฉะนั้น

การที่โลกมีคนชั่วมากมาย มีการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล จนกระทั่งโลกอยู่เฉยๆ เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ก็โต้ตอบมนุษย์เข้าบ้าง

จะเห็นว่า เกิดอุบัติภัยใหญ่ๆ ถี่มากในระยะนี้ ก็เป็นผลพวงของการเชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าศาสนานี่แหละ….



งมงายกับศาสตร์ตะวันตก


ในบทความ “ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ” ผมได้สรุปไปคร่าวๆ ว่า “นักปริยัติหรือพุทธวิชาการ” เป็นพวก “ทำลายศาสนาอย่างรุนแรงแบบถอนรากถอนโคน” เพราะ ความงมงายในศาสตร์ตะวันตก

วันนี้มาต่อกันถึงว่า ศาสตร์ตะวันตกคืออะไร  มันมาอิทธิพลกับนักปริยัติของเถรวาทไทยตั้งแต่เมื่อไหร่ และส่งผลเสียหายอย่างรุนแรงต่อรากฐานของศาสนาพุทธจริงหรือ!!

ก่อนที่จะอ่านกันต่อไป  ผมจะชี้ให้เห็นผลเสียของการทำงานของนักปริยัติชาวไทยที่สร้างความฉิบหายวายป่วงไว้เสียก่อนเลย

เอาปัญหาหลักที่รู้กันโดยทั่วไปคือ การคอรัปชั่น หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลงข่าวไว้มีเนื้อหาพอสรุปได้ ดังนี้

คอรัปชั่นมี 3 ลักษณะ คือ การคอรัปชั่นของบุคคล คอรัปชั่นระดับสถาบัน และคอรัปชั่นในรูประบบ

ในแต่ละปี พ่อค้าและนักธุรกิจกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ต้องสูญเสียเงินให้แก่การคอรัปชั่นเป็นจำนวนสูงถึงเกือบ 3 แสนล้านบาท

เงินจำนวนนี้ หากไม่ไปตกอยู่ในกระเป๋าของคนเพียงไม่กี่คนย่อมสามารถอำนวยประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ของประเทศได้

ไม่ว่าจะเป็นการมีถนนหนทางที่มีคุณภาพเชื่อมโยงชนบทกับเมือง หรือภูมิภาคกับภูมิภาค ระบบคมนาคมและระบบโทรคมนาคมที่ทันสมัย มีโรงพยาบาล โรงเรียน เพิ่มขึ้น ตลอดจนคุณภาพและคุณค่าชีวิตของคนไทย

การมีคอรัปชั่นนั่นก็เพราะ นักการเมืองกับข้าราชการไม่มีศีลธรรม ไม่มีความเกรงกลัวต่อบาป

ดูสังคมนักการเมืองบ้าง มีนักการเมืองที่มีศีลธรรมซักกี่คน ในสภาผู้แทนราษฎร สงสัยเป็นศูนย์  ยิ่งตอนนี้ มีคนเผาบ้านเมืองเข้าไปอยู่ในสภาเป็นจำนวนมาก

นี่คือ ความผิดพลาดของนักปริยัติที่ไปสอนศาสนาพุทธตามแบบของตนเอง คือ ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ดันเสือกไปเชื่อวิทยาศาสตร์

ที่กล่าวไปนั้น มีหลักฐานมาจากงานของไพศาล  วิสาโล. (2546) จากหนังสือชื่อพุทธศาสนาไทยในอนาคต : แนวโน้มและทางออกจากวิกฤต

หน้า 93
การแยกโลกออกจากธรรมอย่างชัดเจนเช่นนี้ ก่อให้เกิดผลตามมาคือ ธรรมะถูกแยกขาดจากชีวิตประจำวันของผู้คน

การประกอบอาชีพและการทำมาหากินนั้นไม่จำต้องคำนึงถึงธรรมะก็ได้ 

จะเอาเปรียบลูกค้าหรือโกหกฉ้อโกงก็ย่อมได้เพราะถือว่าเป็นเรื่องธุรกิจ

ต่อเมื่อเข้าวัดถึงค่อยทำบุญ ธรรมถูกกันให้มาซุกอยู่ในบางซอกบางมุมของชีวิต  เช่น เวลาเข้าวัด เวลาอยู่ในห้องพระ หรือในความสัมพันธ์ส่วนบุคคลเท่านั้น

หน้า 95 – 96

การพยายามทำให้พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์เพื่อให้เข้าได้กับสังคมสมัยใหม่  ทำให้พุทธธรรมเน้นแต่เรื่องโลกนี้ 

ประโยชน์ที่จะได้รับจากศีลธรรมก็คือ การมีทรัพย์ เกียรติ ยศ มีชีวิตที่เป็นสุข ไม่เดือดร้อนใจ เป็นที่รักใคร่ของมิตรสหาย

ส่วนผลที่จะเกิดขึ้นนอกเหนือไปจากนั้น ถูกลดความสำคัญจนเลือนหายไป

ความเชื่อเกี่ยวกับโลกหน้า ถูกหาว่าเป็นความงมงาย โลกุตตรธรรมหรือนิพพานก็กลายเป็นเรื่องไกลเกินกว่าที่จะสมควรใส่ใจ

ที่เชื่อว่าเป็นเรื่องแต่งเรื่องสมมติก็มีอยู่ไม่น้อย

นี่แหละที่เป็นผลพวงของการสอนศาสนาพุทธที่ไปเชื่อวิทยาศาสตร์ อันเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์ตะวันตก 

ความจริงพุทธวิชาการไม่ได้เชื่อวิทยาศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว ยังเชื่อปรัชญาตะวันตกอีกด้วย

แต่ความงมงายในปรัชญาตะวันตกนั้น อธิบายค่อนข้างยากในบล็อกแบบนี้ จึงขอใช้วิทยาศาสตร์เป็นตัวแทนแต่เพียงอย่างเดียวก็พอจะเห็นภาพพจน์แล้ว

การที่พุทธวิชาการไปเชื่อวิทยาศาสตร์  สังคมไทยถึงเกือบจะเข้าขั้นฉิบหายวายป่วงกันถึงขนาดนี้

ถึงตอนนี้ รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาการขาดแคลนศีลธรรมของสังคมไทยอย่างมืดหน้าตาบอด คือ ไปเอาหลักการจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของทางตะวันตกมาใช้

มีการตั้งศูนย์คุณธรรม ตั้งกระทรวงวัฒนธรรม ฯลฯ ผมก็ไม่เห็นว่า มันจะแก้ปัญหาความตกต่ำทางศีลธรรมได้อย่างไร

ในเมื่อพุทธวิชาการก็ยังสอนศาสนาพุทธแบบผิดเพี้ยนให้กับสังคมอยู่

ปัญหาที่หนักหนาสาหัสก็คือ พวกนักปริยัติหรือพุทธวิชาการ “กุมอำนาจ” ด้านวิชาการไว้ในมือ พวกนี้ สอนผิดก็บอกว่า “สอนถูก”

พระป่า พระชาวบ้านสอนถูกอยู่แล้ว  พวกนักวิชาการห่าๆ แบบนี้ ก็ว่าสอนผิด

ขอให้สังเกตว่า กลุ่มบุคคลพวกนี้ ทำให้ศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไปจากคำสอนดั้งเดิมอย่างน้อยๆ ก็ใน 3 ประการนี้

บางกลุ่มทำให้ศาสนาพุทธเป็นวิทยาศาสตร์
บางกลุ่มทำให้ศาสนาพุทธเป็นปรัชญา
บางกลุ่มทำให้ศาสนาพุทธเป็นคอมมิวนิสม์

แล้วก็ประกาศว่า ของตัวเองเป็นของแท้  พวกนี้ดัดแปลงศาสนาพุทธให้แปลกปลอมออกไป แต่ดันประกาศออกมาว่า ของเขาของแท้

อย่างนี้ก็มีด้วย

เมื่อศึกษามาถึงช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผมสรุปสาเหตุที่ทำให้นักปริยัติ/พุทธวิชาการเข้าใจคำสอนในพระไตรปิฎกผิดเพี้ยน โดยสาเหตุหลักๆ 3 ประการ ดังนี้

1) เชื่อวิทยาศาสตร์และ/หรือปรัชญาตะวันตกมากกว่าพระไตรปิฎก
2) ขาดความเข้าใจในเรื่องของภาษาศาสตร์
3) ไม่ปฏิบัติธรรมและ/หรือปฏิบัติธรรมอย่างไม่ถูกต้อง